5 เรื่องฉลากน้ำตาลในอาหาร ที่เราไม่ได้อ่าน

5 เรื่องฉลากน้ำตาลในอาหาร ที่เราไม่ได้อ่าน

คิดจะกินหวาน อย่าลืมอ่านฉลาก

ในอดีตที่มนุษย์ยังไม่รู้จักวัฒนธรรมการเพาะปลูก บรรพบุรุษวานรของเราต้องใช้ชีวิตส่วนใหญ่ไปกับอาหารหาอาหารเพื่อดำรงชีพ ดังนั้นสัญชาติญาณจึงสั่งให้เรามองอาหารรสหวานอยู่เสมอ เพราะรสหวานหมายถึงการอุดมไปด้วยพลังงานมากมาย เมื่อบรรพบุรุษวานรหาผลไม้กินได้สักลูกหนึ่ง สมองก็จะหลังสาร “โดปามีน” ออกมาเพื่อให้รางวัลกับตัวเอง สารโดปามีนคือสารที่ทำให้เรามีความสุข เมื่อกินหวาน ร่างกายหลังโดปามีนมาแล้ว บรรพบุรุษมนุษย์วานรของเราก็จะมีแรงใจไปออกเดินทางตามหาผลไม้ได้ต่อ เรียกว่าสัญชาติญาณการกินหวานของมนุษย์เป็นกลไกสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้เผ่าพันธุ์เราอยู่รอดมาได้จนถึงปัจจุบัน แม้ในภายหลังที่เราเพาะปลูกมาจนถึงยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมแล้ว สัญชาติญาณการกินหวานก็ยังคงอยู่ ในวันที่เราเหนื่อยหนักทั้งทางกายและทางใจ การได้กินไอศกรีม เค้ก หรือของหวานอื่น ๆ ให้ร่างกายได้หลั่งโดปามีนเสียบ้าง จึงช่วยชุบชูหัวใจได้เป็นอย่างดี เพราะมันเป็นการตอบสนองสัญชาตญาณเดิมของเรา และทำให้เรารู้สึกปลอดภัยนั่นเอง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราต่างจากบรรพบุรุษมนุษย์วานรก็คือ คนในยุคเรามีรสหวานที่หลากหลาย ทั้งรสหวานจากธรรมชาติ และรสหวานที่ผ่านกระบวนการให้หวานอย่างเข้มข้น อย่างเช่นบรรดาน้ำตาลทราย น้ำเชื่อมข้าวโพด แบะแซ ฯลฯ เราจึงกินหวาน “เก่ง” กว่าเดิมมาก

 

คำว่ากินหวานเก่งในที่นี่คงจะไม่ใช่คำชมเสียทีเดียว เพราะจริง ๆ รสหวานที่เรากินกันอยู่ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นรสหวานที่ดีต่อสุขภาพมากนัก แถมมันยังส่งผลกับสมองในเชิงเดียวกันกับยาเสพติด คือยิ่งกินหวานมากขึ้นเท่าไร สมองก็จะยิ่งสั่งให้เรากินหวานมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเราไรนัก เมื่อข้อมูลจากสมาพันธ์เบาหวานนานาชาติ (IDF: International Diabetes Federation) เปิดเผยว่าในปี พ.ศ. 2560 ทั่วโลกเรามีผู้ป่วยเบาหวานมากถึง 425 ล้านราย ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าประชากรของสหรัฐอเมริกาทุกรัฐรวมกันเสียอีก!

เอ๊ะ ทั้ง ๆ ที่คนทั้งโลกน่าจะเข้าใจตรงกันแล้วว่าน้ำตาลไม่ใช่อาหารที่ดีกับร่างกาย แต่ทำไมเรายังกินน้ำตาลกันมากจนพากันป่วยเรื้อรังไปค่อนโลก – คำตอบก็อาจจะเป็นเพราะเราไม่ค่อยได้ใส่ใจว่าเรากินน้ำตาลได้มากน้อยแค่ไหนในแต่ละวัน และอาหาร ขนม หรือน้ำหวานที่เรากำลังจะหยิบเข้าปากมีน้ำตาลอยู่เท่าไหร่กันแน่?

เพราะฉะนั้น นี่คือ 5 เรื่องของน้ำตาลบนฉลากอาหาร ที่จะทำให้เรากินหวานได้อย่างปลอดภัยและเป็นสุข คิดจะกินหวานรอบหน้า ของพลิกอ่านฉลากอาหารสักนิด รับรองว่าสุขภาพจะดีขึ้นอย่างแน่นอน

 

อ่านข้อมูลโภชนาการ อย่าลืมคำนวนหน่วยบริโภค

ถึงแม้จะอ่านข้อมูลโภชนาการอย่างดีแล้ว หลายคนก็ยังไปตกม้าตายตรงคำว่า “หน่วยบริโภค” อยู่ดี เพราะข้อมูลโภชนาการที่แสดงอยู่นั้นหมายถึงข้อมูลของอาหารเพียง 1 หน่วยบริโภคเท่านั้น

หน่วยบริโภค หมายถึง ปริมาณอาหารที่ผู้ผลิตแนะนำให้ผู้บริโภครับประทานในแต่ละครั้ง เมื่อเราพลิกดูข้อมูลโภชนาการของน้ำอัดลมขวดใหญ่ เราจะเห็นข้อมูลว่ามันมีน้ำตาลอยู่ 15 กรัม/หน่วยบริโภค และมีจำนวน 10 หน่วยบริโภค/ขวด หากเราเผลอกินหมดขวดภายในหนึ่งวัน ก็หมายถึงเรากินน้ำตาลไปมากถึง 150 กรัม หรือเกินกว่าปริมาณที่แนะนำต่อวันไปราว ๆ 6 เท่าเลยทีเดียว

 

ฉลากหวานมันเค็ม อ่านง่าย เข้าใจได้ทันที

นอกจากข้อมูลโภชนาการแล้ว ในประเทศไทย อาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทานยังมีฉลากอีกแบบหนึ่งที่เรียกว่า “ฉลากโภชนาการแบบจีดีเอ” (GDA : Guideline Daily Amount) ซึ่งแสดงข้อมูลของสารอาหาร 4 ชนิด คือ พลังงาน น้ำตาล ไขมัน และโซเดียมแยกต่างหากด้วยตารางและตัวหนังสือขนาดใหญ่า จึงมักเรียกกันว่า “ฉลากหวานมันเค็ม”

เจ้าฉลากหวานมันเค็มนี่เองที่ถูกออกแบบมาให้ผู้บริโภคเข้าใจข้อมูลได้ง่ายมากขึ้น เพราะมันบอกข้อมูลที่เป็นคุณค่าโภชนาการต่อ 1 บรรจุภัณฑ์ (1 ถุง / 1 กล่อง / 1 ขวด) จึงทำให้เข้าใจได้ทันทีว่าถ้าเรากินขนมหมดทั้งถุง เราจะได้รับพลังงานเท่าไร ได้รับน้ำตาลกี่กรัม และคิดเป็นปริมาณเท่าไรต่อตัวเลขที่แนะนำในแต่ละวัน พร้อมมีข้อความระบุชัดเจนว่าควรแบ่งกินกี่ครั้งต่อหนึ่งบรรจุภัณฑ์ เพื่อลดโอกาสในการบริโภคเกินคำแนะนำต่อวัน

 

บริโภคแต่น้อยและออกกําลังกายเพื่อสุขภาพ

บนบรรจุภัณฑ์อาหารประเภทขนมขบเคี้ยว ช็อกโกแลต และขนมอบต่าง ๆ นอกจากจะต้องมีข้อมูลโภชนาการและฉลากหวานมันเค็มแล้ว ประกาศกระทรวงสาธารณสุขยังระบุให้แสดงข้อความ “บริโภคแต่น้อยและออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ” ไว้ด้วย คาถา “บริโภคแต่น้อยและออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ” ใช่ว่าจะใช้ได้กับน้ำหวาน ขนมขบเคี้ยว และของหวานต่าง ๆ เท่านั้น เพราะที่จริงแล้วความหวานทุกชนิดบนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นไซรัปฟรุกโตส น้ำตาลทราย หรือกระทั่งความหวานจากธรรมชาติอย่างน้ำผึ้งหรือผลไม้ ก็ยังถือว่าเป็นน้ำตาลอยู่วันยังค่ำ และเมื่อได้ชื่อว่าเป็นน้ำตาลก็ไม่ควรจะกินมากจนกลายเป็นความเจ็บป่วย และที่สำคัญคือควรออกกำลังกายเพื่อส่งเสริมสุขภาพองค์รวมให้มีร่างกายและจิตใจที่แข็งแรงอยู่เสมอด้วยเช่นกัน

 

เรียบเรียงโดย www.krua.co/food_story

ข้อมูลจาก

  • การจัดทำฉลากโภชนาการและฉลากโภชนาการแบบ GDA ของอาหาร ตามประกาศฯ ฉบับที่ 394 (พ.ศ. 2561)
  • คู่มือรณรงค์ให้ความรู้เรื่องฉลากโภชนาการแบบจีดีเอ (GDA) ฉบับอสม. และประชาชน, สำนักคณะกรรมการ อาหารและยา, กระทรวงสาธารณสุข
  • https://www.hfocus.org/content/2019/11/18054
  • https://www.reviveyourbody.co/fructose-obesity-health/
  • http://food.fda.moph.go.th/data/document/2558/CS_sugar.pdf
  • https://www.gj.mahidol.ac.th/main/knowledge-2/sweet/
  • https://www.fda.moph.go.th/sites/food/SitePages/KM_GDA.aspx